หลากหลายวิธีชงกาแฟ…งานศิลปะแห่งเครื่องดื่ม

0
2,115 views

“กาแฟ” อาจจะดูเป็นเครื่องดื่มที่เหมือนกันไปหมด เพราะไม่ว่าจะยี่ห้อไหนๆ กาแฟก็ยังเป็นกาแฟอยู่วันยังค่ำ แต่สิ่งที่แตกต่างกันของแต่ละยี่ห้อ นอกจากกระบวนการผลิตอันซับซ้อนทั้งหลายแหล่ที่ส่งผลต่อรสชาติและกลิ่นของกาแฟอย่างมากมาย การชงกาแฟยังเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่จะเปลี่ยนแปลงทำให้กาแฟมีรสชาติที่แตกต่างกันออกไปได้อีก

2013-beginners-guide-immersion-brewing Credit : prima-coffee.com

บาริสต้าที่มีความเชี่ยวชาญ จะปรุงรสกาแฟให้ลงตัวและมีรสชาติที่นุ่มละมุนเหมาะกับความชอบของผู้คนส่วนใหญ่มากที่สุด การชงกาแฟจึงไม่ใช่เป็นกิจกรรมเติมกาแฟ น้ำและส่วนผสมอื่นๆ ลงไปให้ได้ตามสัดส่วนที่ต้องการอย่างเดียว ทว่ามันยังมีความลับของช่วงเวลาในการแต่งเติม การเลือกเกรดกาแฟ การคั่วและการบดที่ให้ความหยาบและละเอียดแตกต่างกัน ไปจนถึงการสร้างรสชาติใหม่ๆ ที่น่าลิ้มลองให้เกิดขึ้น

ดังนั้นกาแฟจึงเปรียบเหมือนงานศิลปะทางด้านรสชาติและการสัมผัสของกลิ่นจากน้ำมันที่ระเหยออกมาจากเมล็ดกาแฟ แม้กาแฟสายพันธุ์เดียวกัน แต่รสชาติอาจจะแตกต่างกันออกไปได้จากการฝีมือในการชง

playbuzz.com-online-barista-coffee-skills-course-pic

Credit : playbuzz.com

ปัจจัยพื้นฐานที่มักมีผลกับรสชาติของกาแฟ

หลักๆ ที่เป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่มชนิดนี้ก็คือเมล็ดกาแฟที่ผ่านการบด และน้ำเป็นองค์ประกอบ ส่วนต่อมาที่จะสร้างรสชาติให้แตกต่างกันออกไปคือชนิดของเมล็ดกาแฟ ความละเอียดในขั้นตอนการบด ไปจนถึงความสด อุณหภูมิของน้ำที่ใช้ชงและเครื่องชงแต่ละชนิดที่จะช่วยให้ความเข้มข้นของหยดกาแฟที่ค่อยๆ ไหลรินลงออกมามีความแตกต่างกัน สำหรับพื้นฐานหลักของเหล่าบาริสต้ามักจะใช้สูตรในการชงอยู่ที่กาแฟบดประมาณ  2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำร้อน 180 ซีซี หรือแล้วแต่ความต้องการว่าจะให้กาแฟมีความเข้มมากน้อยแค่ไหน

Espresso machine making coffee in pub, bar, restaurant

Credit : entrepreneurandinvestor.com

ความละเอียดของการบด ตัวกำหนดรสชาติที่ไม่ควรมองข้าม

ความหยาบละเอียดสำหรับการบดกาแฟ เป็นหนึ่งในกระบวนการที่มีความสำคัญ เนื่องจากรสชาติที่ได้ออกมาความละเอียด ยิ่งมากยิ่งทำให้ความเข้มข้นของกาแฟถูกบีบออกมาได้มากขึ้น ความขม กลิ่นและรสสัมผัสที่ชัดเจนมากกว่ากาแฟที่มีการบดแบบหยาบๆ ข้อดีของกาแฟแบบนี้ยังช่วยให้เหล่าคนรักกาแฟได้ลิ้มรสชาติหอมกลมกล่อม ผสมกับความขมที่ติดลิ้นได้ยาวนานกว่าแบบเจือจาง

แม้ว่าการบดให้ละเอียดจะช่วยดึงรสของกาแฟออกมาได้มาก ทว่าในความลงตัวเพื่อให้ได้รสชาติที่นุ่มและพอดีกับความชอบของผู้คนส่วนใหญ่ ความละเอียดในระดับที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป จะช่วยให้กาแฟมีรสชาติที่สมดุลและอร่อยมากกว่าที่มันจะขมเข้มมากเกินไป

coffee-health-benefits (Custom)

Credit : taylorwellness.com

ส่วนน้ำที่ใช้สำหรับชงกาแฟก็มีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่ไม่น้อย นอกจากจะเป็นตัวช่วยสร้างรสชาติกาแฟไม่ให้ผิดเพี้ยน ปริมาณน้ำที่พอเหมาะจะช่วยเจือจางความเข้มข้นของกาแฟให้พอดี ที่สำคัญจะต้องใช้น้ำที่มีความบริสุทธิ์ เป็นน้ำที่ไม่มีส่วนผสมของคลอรีน หากต้องการให้ได้เครื่องดื่มที่สมบูรณ์แบบ ให้เลือกใช้น้ำเย็นมาผ่านการต้มให้เดือด จากนั้นปล่อยทิ้งเอาไว้ให้ความร้อนคลายตัว จึงนำเอามาใช้ในขั้นตอนการชงต่อไป โดยในจณะชงควรให้น้ำมีความร้อนอยู่ที่ 90-95 องศาเซลเซียส จึงจะช่วยให้รสชาติของกาแฟที่อร่อยลงตัว เนื่องจากความร้อนจะเป็นตัวดึงเอาความหอมจากน้ำมันระเหยและรสชาติในเมล็ดออกมาได้มากขึ้นนั่นเอง

การชงด้วยวิธี Percolator

เป็นการชงโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าเพอร์โคเลเตอร์ มีลักษณะคล้ายๆ กับกาน้ำชาหรือเหยือก เป็นกระบวนการชงกาแฟที่น่าสนใจ เนื่องจากจะนำเอากาแฟต้มมาผ่านกาแฟบดอีกทอดหนึ่ง ซ้ำกันหลายๆ ครั้ง รสชาติของน้ำกาแฟที่ได้จะมีความขมมาก และมีกลิ่นหอมแบบชัดเจนจากไอระเหยของน้ำมันในเมล็ด เป็นการชงที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในปัจจุบันในผู้คนส่วนใหญ่ แต่จะเหมาะกับคอกาแฟที่ต้องการความขมแบบสะใจหรือคนที่อยากได้รสชาติของกาแฟธรรมชาติแบบเต็มๆ

Coffee Gear That Will Instantly Help You Brew a Better Cup Credit : chefjayskitchen.com

การชงด้วยวิธี French Press

เป็นการชงที่ได้รับความนิยมอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากให้รสชาติของกาแฟที่หอมกลมกล่อม มีรสสัมผัสที่นุ่มละมุน ด้วยอุปกรณ์ที่ช่วยในการชงเรียกว่า plunger pot พร้อมด้วยเมล็ดกาแฟคุณภาพที่ผ่านการบดอย่างหยาบๆ จากนั้นจะเทน้ำร้อนใส่ลงไปในอุปกรณ์เป็นอันดับแรก จากนั้นจึงค่อยเติมกาแฟคั่วบดลงไป 2 ช้อนโต๊ะเพื่อให้ได้กาแฟ  6 ออนซ์หรือประมาณ  1 แก้ว จากนั้นจะเติมน้ำเดือดๆ ให้ผ่านกากกาแฟนี้ให้ทั่วและมั่นใจว่าน้ำร้อนท่วมทุกๆ พื้นที่ของชั้นกาแฟ ปิดฝาทิ้งเอาไว้ประมาณ 5 นาที เมื่อได้ที่แล้ว จะมีส่วนของ plunger เอาไว้กดเพื่อดันเอาน้ำกาแฟที่ได้ผ่านตัวกรองออกมา และควรดื่มทันที่ไม่ให้เกินครึ่งชั่วโมง เพื่อให้คงรสชาติของกาแฟที่หอมกลมกล่อมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

การชงด้วยวิธี Dip

เป็นการชงกาแฟที่เรียกง่ายๆ ว่าการหยดน้ำร้อนให้ผ่านกาแฟบด เป็นการชงที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยชื่นชอบความเข้มของกาแฟมากเกินไป ดังนั้นน้ำกาแฟที่ได้จึงมีความเจือจางกว่าแบบแรกๆ ที่กล่าวไป ทว่ายังให้กลิ่นและรสชาติที่พอดีไม่รุนแรง เหมาะสำหรับคนที่ชอบความอ่อนนุ่มในรสสัมผัสมากกว่าความขมเข้ม การทำงานของเครื่อง หลังจากเทกาแฟบดกระดาษกรอง ให้เทน้ำตามลงไปก่อนจะเปิดสวิตซ์แล้วรอให้น้ำหยดผ่านกระดาษกรองที่มีกาแฟอยู่ ก็จะได้รสชาติของกาแฟแบบนุ่มๆ เจือจางเบาๆ และควรดื่มให้หมดภายใน 20 นาทีด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มันสูญเสียรสชาติ

haven-cafe-surry-hills-specialty-coffee-barista1

Credit : majalah.ottencoffee.co.id

การชงด้วยวิธี Espresso

Espresso เป็นการชงที่หลายคนคิดว่ามันคือชื่อของชนิดกาแฟเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริงคือหนึ่งในรูปแบบศิลปะการชงกาแฟที่จะได้ออกมาเป็นกาแฟเอสเปรสโซแบบขมๆ  รสชาติที่ได้ของมันจะมีความเข้มข้นและหอมมากกว่าการ Dip ด้วยหลักการอัดกาแฟด้วยแรงดันจากน้ำร้อน ทำให้รสชาติของมันถูกดึงออกมาได้อย่างเต็มที่ ส่วนระบบแรงดันที่ใช้เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงจะต้องมีความดันประมาณ 9 เท่าเมื่อเทียบกับแรงดันอากาศทั่วไป ใช้เวลาในการชงไม่เกิน 30 วินาที ก็จะได้น้ำกาแฟขมเข้มสีดำออกมา นิยมดื่มกันแบบเป็นแก้วชอตต์ขนาดเล็กประมาณ 1 ออนซ์เท่านั้น คอกาแฟตัวยงของเอสเปรสโซจะรู้โดยทันทีว่าจะต้องดื่มมันให้หมดภายในเสี้ยววินาที มิเช่นนั้นก็เหมือนกับนักดื่มกาแฟที่ไม่รู้ถึงศิลปะของการดื่มจริงๆ

การชงกาแฟแต่ละชนิดให้ข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป แต่ในความเป็นจริงมันอาจจะไม่ได้มีข้อเสียอยู่เลย นั่นก็เป็นเพราะแต่ละประเภทล้วนขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของเหล่านักดื่มว่าต้องการลิ้มรสกาแฟในแบบไหนมากกว่ากัน